กฎหมาย (1)

กฎหมาย

1.กฎหมาย

1. 1 ความหมายของกฎหมาย

กฎหมาย หมายถึง ระเบียบ ข้อบังคับ บทบัญญัติซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐหรือประเทศ ได้กำหนดมาเพื่อใช้ในการบริหารกิจการบ้านเมืองหรือบังคับความประพฤติของประชาชนในรัฐหรือประเทศนั้นให้ปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย

1. 2 ลักษณะของกฎหมาย

กฎหมายมีลักษณะสำคัญ สรุปได้ดังนี้

1.กฎหมายเป็นข้อบังคับของรัฐ
2.กฎหมายเป็นข้อบังคับความประพฤติของพลเมือง
3.หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายต้องได้รับโทษหรือผลร้ายแรงอย่างอื่น
4.โทษหรือผลร้ายที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมาย พนักงานของรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการบังคับ

1.3 ที่มาของกฎหมาย

แหล่งที่มาของกฎหมายมีอยู่มากมายหลายทาง และมีวิวัฒนาการหรือเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ทังนี้สามารถแบ่งแหล่งที่มาของกฎหมาย ดังนี้

  • จารีตประเพณี เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ในการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ซึ่งไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเรื่องของการยึดถือและปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน
  • การออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการปกครองระบอบราชาธิปไตย การออกกฎหมายจะเป็นพระบรมราชโองการของกษัตริย์ ต่อมาอำนาจในการออกกฎหมายเป็นของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายโดยเฉพาะ ที่สำคัญคือ สถาบันรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติ ปัจจุบันรัฐที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาเป็นแหล่งออกกฎหมายโดยตรง
  • คำสั่งและกฤษฏีกาที่ออกโดยฝ่ายบริหาร เป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ออกมาบังคับใช้
  • คำพิพากษาของศาล คำพิพากษาของศาลคือแหล่งที่มาของกฎหมายนั้นๆ เช่น กรณีที่ผู้พิพากษาเคยตัดสินคดีในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน เมื่อมีคดีลักษณะเช่นเดียวกันเกิดขึ้นมาอีก ผู้พิพากษาจะยึดเอาคำตัดสินที่แล้วมาเป็นหลัก
  • ความคิดเห็นของนักวิชาการ นักวิชาการกฎหมายมีส่วนช่วยให้เกิดกฎหมายใหม่ๆ ขึ้นบังคับใช้ในสังคม หรือนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ทีไม่มีความยุติธรรมหรือไม่มีความเท่าเทียมกันในสังคม ให้มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงอายุของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจาก 20 ปี เป็น 18 ปี ฯลฯ

1.4 จุดประสงค์และความสำคัญของกฎหมาย

จุดประสงค์ของการบัญญัติกฎหมายขึ้นมาก็เพื่อ จัดระเบียบให้กับสังคม ทั้งยังช่วยรักษาความมั่นคงให้รัฐ ระงับข้อพิพาท ประสานผลประโยชน์ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม ช่วยพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้า โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการรักษาระเบียบของสังคม เมื่อสังคมมีระเบียบจะทำให้ง่ายต่อการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

จากจุดประสงค์ของการบัญญัติกฎหมายขึ้นมาข้างต้น สามารถสรุปความสำคัญของกฎหมายได้ดังนี้

  • เป็นเครื่องมือในการควบคุมและกำหนดแนวทางพฤติกรรมของคนในสังคมให้เป็นระเบียบและเพื่อความสงบเรียบร้อย
  • เป็นเครื่องมือในการกำหนดและปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมแก่ประชาชนในรัฐ
  • เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ภายในรัฐ
  • เป็นเครื่องมือในการรักษาความปลอดภัยและปกป้องอันตรายและภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับสังคมหรือรัฐ
  • เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมให้เจริญรุ่งเรือง

2.ประเภทของกฎหมาย

กฎหมายแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ กฎหมายภายในประเทศ และ กฎหมายภายนอกประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ว่าเราจะใช้เกณฑ์การแบ่ง ดังนี้

2.1 แบ่งตามองค์กรที่จัดทำกฎหมาย

1. กฎหมายที่จัดทำโดยองค์กรพิเศษ [สภาร่างรัฐธรรมนูญ]

1.1 รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ ซึ่งได้กําหนดการจัดระบบการปกครองของประเทศ และรับรองสิทธิเสรีภาพบางประการของประชาชนหรือพลเมืองเอาไว้ กฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ กฎหมายใดที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญถือว่าใช้ไม่ได้ หรือไม่มีผลบังคับใช้

2. กฎหมายที่จัดทำโดยองค์กรนิติบัญญัติ [รัฐสภา(ส.ส. + ส.ว.)]

1.1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นในรูปแบบพระราชบัญญัติ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้มีขึ้นอีกรูปแบบหนึ่งในระบบบทกฎหมายไทย เพื่อกำหนดรายละเอียดซึ่งเป็นกฎเกณฑ์สำคัญเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญฯ บางมาตราที่บัญญัติหลักการไว้อย่างกว้าง ๆ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้มีความกระจ่างแจ้ง ชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องบัญญัติไว้ในตัวบทแห่งรัฐธรรมนูญให้มีความยาวมากเกินไป และเพื่อที่จะได้สะดวกแก่การแก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ต้องดำเนินการตามวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยากกว่าการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

1.2 พระราชบัญญัติ [พ.ร.บ] คือ บทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่เป็นประจำตามปรกติ เพื่อวางระเบียบบังคับความประพฤติของบุคคลรวมทั้งองค์กรและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะแบ่งข้อความเป็นส่วนๆ เรียกว่า “มาตรา”

1.3 ประมวลกฎหมาย คือ กฎหมายซึ่ง รวมบทกฎหมายต่าง ๆ ในเรื่องเดียวกันเข้าไว้ด้วยกัน และได้จัดให้มีการบัญญัติอย่างเป็นระบบ มีการจัดสรรให้เป็นหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย และมีข้อความท้าวถึงซึ่งกันและกัน ประมวลกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทย ก็คือ กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127

3.กฎหมายที่จัดทำขึ้นโดยองค์กรฝ่ายบริหาร [รัฐบาล + คณะรัฐมนตรี]

1.1 พระราชกำหนดหรือรัฐกำหนด คือ กฎหมายที่ตราขึ้นโดยฝ่ายบริหารในสถานการณ์อันมีความจำเป็นรีบด่วนเพื่อ ประโยชน์แห่งรัฐแล้วแต่กำหนดไว้ในกฎหมายแม่ของแต่ละประเทศ พระราชกำหนดมีอำนาจบังคับเช่นพระราชบัญญัติอันตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ
พระราชกำหนดไว้เรียกกฎหมายเช่นนั้นซึ่งประกาศใช้ในประเทศอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ส่วนรัฐกำหนดสำหรับประเทศอันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข

1.2 พระราชกฤษฎีกา คือ บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด เพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย และพระราชกำหนด

1.3 กฎกระทรวง คือ กฎหมายลายลักษณ์อักษรประเภทหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ หรือแห่งกฎหมายที่มีฐานะเสมอกัน เป็นต้นว่า ประมวลกฎหมาย พระราชกำหนด กฎกระทรวงนั้นเดิมเรียกว่า กฎเสนาบดี

4.กฎหมายที่จัดทำโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น [ก.ท.ม + เมืองพัทยา + เทศบาล + อ.บ.ต + อ.บ.จ]

1.1 ข้อบัญญัติและข้อบังคับ คือ กฎหมายที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตราขึ้น เพื่อใช้บังคับในเขตขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ได้แก่

  • ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
  • ข้อบัญญัติเมืองพัทยา
  • เทศบัญญัติ
  • ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด
  • ข้อบังคับองค์การบริหารส่วนตำบล

[เสริม] ศักดิ์ของกฎหมาย
1. รัฐธรรมนูญ
2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
3. พระราชบัญญัติ
4. พระราชกำหนด
5. พระราชกฤษฎีกา
6. กฎกระทรวง
7. ข้อบัญญัติและข้อบังคับ

2.2 แบ่งตามลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี

1. กฎหมายเอกชน คือ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง พลเมือง-พลเมือง หรือพลเมือง-รัฐ โดยรัฐยอมอยู่ในฐานะเท่าเทียมกับพลเมือง เช่น กฎหมายแพ่ง

2. กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการโครงสร้าง การดำเนินงานด้านการปกครองของรัฐ การคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐหรือสาธารณชน และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง พลเมือง-รัฐ โดยรัฐอยู่ในฐานะเหนือกว่าพลเมือง หรือ เป็นผู้ปกครองพลเมือง เช่น กฎหมายอาญา รัฐธรรมนูญ

3. กฎหมายระหว่างประเทศ คือ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ-รัฐ ในฐานะที่เท่าเทียมกัน เกิดจากการตกลงระหว่างรัฐ หรือ ยอมรับมาปฏิบัติร่วมกัน เช่น การติดต่อทางการทูต

2.3 แบ่งตามบทบาทของกฎหมาย

            1. กฎหมายสารบัญญัติ คือ กฎหมายที่กำหนดในเรื่อง สิทธิ หน้าที่ และ ความรับผิดชอบต่างๆ ให้แก่บุคคล

2. กฎหมายวิธีสบัญญัติ คือ กฎหมายที่ใช้ประกอบกับกฎหมายสารบัญญัติ โดยจะกำหนดเกี่ยวกับโทษที่จะได้รับเมื่อทำความผิด

3.กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับตัวเองและครอบครัว

            3.1 กฎหมายเกี่ยวกับตนเอง

1. กฎหมายเรื่องบุคคล

1.1 การกำหนดตัวบุคคล

(1) ชื่อบุคคล คือ ชื่อประจำตัว นามสกุล ชื่อเล่น
(2) ภูมิลำเนา คือ สถานที่ที่อยู่ประจำของบุคคล หรือ บ้านพักชั่วคราว หรือ สถานที่ที่ทำให้สามารถติดต่อกับบุคคลได้
(3) สถานะ คือ ความเป็นอยู่ของบุคคลทุกคน ได้แก่
1. สถานะทางการเมือง คือ การมีสัญชาติไทย และ การมีสิทธิเลือกตั้ง สิทธิตั้งพรรคการเมือง สิทธิรับราชการ สิทธิที่จะไม่ถูกเนรเทศ และ หน้าที่การรับราชการทหาร การได้สัญชาติไทยได้มาจาก บิดา หรือ มารดา มีสัญชาติไทย และ ถิ่นกำเนิดในประเทศไทย
2. สถานะทางส่วนตัวและครอบครัว คือ การสมรส การเป็นบิดา มารดา บุตร
(4) ความสามารถ คือ สภาพของบุคคลในการใช้สิทธิ
1. ผู้เยาว์ คือ ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 20 ปี หรือสมรสเมื่ออายุ 17 ปี หากต่ำกว่านี้ต้องได้รับอนุญาตจากศาล
2. คนไร้ความสามารถ คือ บุคคลวิกลจริต โดยศาลสั่งให้ผู้อนุบาลเป็นผู้ดูแล เพื่อทำนิติกรรมต่างๆ แทน

(5) การสิ้นสุดสภาพบุคคล
1. ตาย
2. หายตัวไปจากถิ่นที่อยู่ 5 ปีขึ้นไป
3. หายตัวในการทำสงคราม หรือ เรืออับปราง 2 ปี ขึ้นไป

1.2 หลักฐานแสดงตัวบุคคล คือ บัตรประจำตัวประชาชน ทำได้ตั้งแต่ 15 ปี (ปัจจุบัน 7 ปี)ถึง 70 ปี

2. กฎหมายเรื่องทรัพย์สิน

2.1 ความหมายของทรัพย์สิน ทรัพย์สิน คือ วัตถุที่มีรูปร่าง มองเห็นได้ สัมผัสได้ และบุคคลสามารถถือเอาเป็นประโยชน์ได้
2.2 ประเภทของทรัพย์สิน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. อสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้
2. สังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้
2.3 สิทธิในทรัพย์สิน จะมีสิทธิเมื่อ
1. ได้ทรัพย์สินมาตามบัญญัติของกฎหมาย
2. ได้มาโดยผลของนิติกรรมและสัญญา

3. กฎหมายเรื่องละเมิด การละเมิดเป็นชื่อเฉพาะในกฎหมาย โดยวางหลักว่า ผู้ใดทำความผิดต่อผู้อื่นให้ได้รับความเสียหายไม่ว่า แก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ที่ถูกละเมิด และ ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหาย หรือ ฟ้องร้องให้ผู้กระทำได้รับโทษทางอาญาได้ด้วย [เมื่อเจตนา]

3.2 กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัวและมรดก

                                1. กฎหมายครอบครัว

1.1 การหมั้น เป็นการทำสัญญาว่าจะมีการสมรสกัน ทำได้เมื่อชายและหญิง อายุ 17 ปี หากต่ำกว่านี้ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา
ในการหมั้นฝ่ายชายต้องมอบของหมั้นให้ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน หากฝ่ายหญิงทำผิดจะต้องคือของหมั้นให้ฝ่ายชายด้วย

การผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายที่เสียหายสามารถเรียกค่าทดแทนได้ แต่ศาลจะบังคับให้สมรสกันไม่ได้ เพราะ ต้องเกิดจากความสมัครใจเท่านั้น
1.2 การสมรส เป็นการตกลงเป็นสามีภริยากันระหว่างฝ่ายชายกับหญิง โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
1. ชายและหญิงต้องมีอายุครบ 17 ปี หากต่ำกว่านั้นต้องให้ศาลอนุญาต และมีเหตุผลที่สมควร
2. ชายหรือหญิงที่วิกลจริตหรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถจะสมรสไม่ได้
3. ญาติสืบสายโลหิตกันจะสมรสกันไม่ได้
4. ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้
5. ชายหรือหญิงจะสมรสในขณะที่มีคู่สมรสไม่ได้
6. หญิงที่เคยสมรสแล้วแต่สามีตาย หรือ หย่า จะสมรสใหม่ได้เมื่อผ่านไป 310 วัน เว้นแต่จะสมรสกับคู่สมรสเดิม คลอดบุตรในขณะนั้น มีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือ มีคำสั่งของศาลอนุญาต
7. ถ้าฝ่ายชายหรือหญิงอายุไม่ครบ 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา
8. ต้องจดทะเบียนสมรส โดยมีนายอำเภอ หรือปลัดอำเภอ เป็นนายทะเบียน
9. ต้องแสดงความเป็นสามีภริยากัน โดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและนายทะเบียนต้องบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย
เมื่อสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายแล้วจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ ดังนี้
(1) ความสัมพันธ์ทางครอบครัว คือ สามีภริยาต้องอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ต้องช่วยเหลือกันตามความสามารถและฐานะของตน และ หากมีฝ่ายใดเป็นผู้ไร้ความสามารถ อีกฝ่ายสามารถเป็นผู้อนุบาล หรือ ผู้พิทักษ์ ได้
(2) ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน
1.สินส่วนตัว
2.สินสมรส

1.3 การสิ้นสุดการสมรส มีเหตุ 3 ประการ คือ
1. ศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะ[ไม่มีผล] หรือ โมฆียะ[มีผลจนกว่าจะถูกบอกล้าง] หรือ เพิกถอนการสมรส เพราะ สมรสผิดเงื่อนไข
2. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต
3. การอย่าที่เกิดจากการยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย
1.4 ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร
1. การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและการรับรองบุตร
– บุตรที่เกิดหลังการอย่าก่อน 310 วัน ฝ่ายชายต้องรับผิดชอบด้วย
– หากไม่ได้สมรสกันบุตรจะเป็นของฝ่ายหญิง หากฝ่ายหญิงสมรสกับฝ่ายชาย จะเป็นบุตรของฝ่ายชายและหญิงนับตั้งแต่วันที่สมรสกัน โดยได้รับความยินยอมจากเด็กและมารดา
2. การรับบุตรบุญธรรม
– ผู้รับบุตรบุญธรรมอายุ 25 ปี และอายุห่างจากบุตรบุญธรรม 15 ปี
– ได้รับความยินยอมจากบิดามารดา และ คู่สมรส
1.5 สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดา คือ การอุปการะเลี้ยงดูบุตร และให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในขณะที่เป็นผู้เยาว์ หรือ เป็นผู้ไร้ความสามารถ
1.6 สิทธิหน้าที่ของบุตร คือ มีสิทธิใช้สกุลของบิดา และ ต้องดูแลบิดามารดาเป็นการตอบแทนบุญคุณ

2. กฎหมายเรื่องมรดก

1. ทายาทโดยธรรม แบ่งเป็น 6 ลำดับ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
2. ทายาทตามพินัยกรรม คือ ผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งเป็นหนังสือแสดงความประสงค์สั่งการเผื่อผู้ตายของผู้ตายระบุไว้ โดยทายาทพวกนี้อาจเป็นญาติของผู้ตายหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ผู้ตายจะตั้งใจมอบมรดกให้

4.กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับนิติกรรมและสัญญา

นิติกรรม คือ การแสดงเจตนาของบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมาย มุ่งตรงต่อการผูกความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างบุคคล เพื่อที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือ ระงับซึ่งสิทธิ โดยต้องแสดงเจตนาออกมาภายนอก เช่น การพูด การเขียน เป็นต้น และต้องทำด้วยความสมัครใจ
สัญญา คือ นิติกรรมชนิดหนึ่ง ที่มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาตกลงร่วมกัน โดยแสดงเจตนาเสนอและสนองต่อกัน
บุคคลที่หย่อนความสามารถในการทำสัญญา ได้แก่
1. ผู้เยาว์ หากจะทำต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม [บิดา-มารดา]
2. คนไร้ความสามรถ ผู้อนุบาลจะเป็นผู้ทำให้
3. คนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์
4. บุคคลล้มละลาย ไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆได้

หากทำจากบุคคลเหล่านี้ ถือว่า โมฆียะ
หากทำโดยขัดต่อกฎหมาย ถือว่า โมฆะ
นิติกรรมสัญญาแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1. นิติกรรมฝ่ายเดียว
  2. นิติกรรมสองฝ่าย หรือ นิติกรรมหลายฝ่าย

4.1 สัญญาซื้อขาย

                สัญญาซื้อขาย คือ สัญญาที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อตกลงจะให้ราคาทรัพย์สินนั้น มีอยู่ 2 ชนิด คือ
1. สัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ หรือ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด คือ สัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์นั้นให้ผู้ซื้อทันที
2. สัญญาจะซื้อขาย คือ สัญญาที่จะโอนกรรมสิทธิ์จากผู้ขายให้ผู้ซื้อในภายหน้าจนกว่าจะซื้อขายสำเร็จ

อสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ และ สังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมัดจำ จึงจะสามารถฟ้องร้องได้

4.2 สัญญาขายฝาก

                สัญญาขายฝาก คือ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์เป็นของผู้ซื้อ โดยผู้ขายสามารถไถ่คือได้ โดยอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 10 ปี สังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 3 ปี

สัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ และ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ ต้องจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ ไม่งั้นถือว่าเป็น โมฆะ

สัญญาขายฝากสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ต้องมีการวางมัดจำ จึงจะฟ้องร้องได้ และ ผู้ซื้อฝากสามารถคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15/ปี

หากผู้ซื้อฝากไม่ให้ไถ่ ผู้ขายฝากสามารถนำเงินไถ่ไปวางต่อสำนักวางทรัพย์ ซึ่งถือว่า เป็นการโอนกรรมสิทธิ์คือแก่ผู้ขายฝาก

ระหว่างการขายฝาก หากสิ่งของเกิดดอกผล จะเป็นของผู้ซื้อฝาก

ขณะที่มีการไถ่ หากทรัพย์สินเสียหาย ผู้ซื้อฝากต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย

4.3 สัญญาเช่าทรัพย์

                สัญญาเช่าทรัพย์ คือ สัญญาที่ ”ผู้ให้เช่า” ตกลงให้ “ผู้เช่า” ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่ง โดยผู้เช่าต้องให้ค่าเข่าแก้ผู้ให้เช่า
สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่นานกว่า 3 ปีจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และสามารถเช่าได้ไม่เกิน 30 ปี ในขณะเช่า ถ้าผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหายจะต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย

4.4 สัญญาเช่าซื้อ

สัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่งเจ้าของนำเอาทรัพย์สินออกไปให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้เช่าต้องเงินเป็นจำนวนครั้งตามที่ตกลงกันไว้ ต้องลงเป็นลายลักษณ์อักษรและต้องจดทะเบียนกับพนักงานด้วย
หากผู้เช่าไม่จ่ายค่างวด ผู้ให้เช่าสามารถริบเงินทั้งหมดได้เมื่อผ่านไป 2 งวด

4.5 สัญญากู้ยืม

สัญญากู้ยืม คือ สัญญาที่ผู้กู้ยืมเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ให้กู้ เพื่อนำไปใช้ตามต้องการ และตกลงว่าจะคืนเงินให้ตามเวลาที่ตกลงกันไว้ โดยผู้กู้จะให้ดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน
การกู้เงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ต้องมีหลักฐานประกอบด้วย และผู้ให้กู้สามารถได้ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 7.5 – 15 / ปี ยกเว้นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินสามารถคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15/ ปี ได้
การฟ้องร้องสามารถฟ้องร้องได้ภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันกำหนดชำระคืนเงินครั้งสุดท้าย

4.6 สัญญาจำนำ

                สัญญาจำนำ คือ สัญญาที่ผู้จำนำมอบการครอบครองสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้รับจำนำเพื่อประกันการชำระหนี้
หากลูกหนี้ผิดชำระ ผู้รับจำนำสามารถบังคับจำนำ [ประมูล] ได้ แต่ต้องแจ้งแก่ลูกหนี้ด้วย ถ้าหากลูกหนี้ค้างชำระเกิน 1 เดือน ผู้รับจำนำสามารถบังคับจำนำได้โดยไม่ต้องบอกแก่ลูกหนี้
เมื่อประมูลแล้ว ได้เงินมาเท่าไหร่ผู้รับจำนำต้องนำเงินมาคืนแก่ลูกหนี้จนครบ

4.7 สัญญาจำนอง

                สัญญาจำนอง คือ สัญญาที่ผู้จำนองเอาอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ และ สังหาริมทรัพย์ที่กฎหมายอนุญาตไปตรา[จดทะเบียน] ไว้กับผู้รับจำนอง โดยไม่ต้องมอบทรัพย์สินนั้นให้ เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ สามารถทำให้ผู้อื่นได้ หรือที่เรียกว่า การค้ำประกัน
หากลูกหนี้ขาดส่งมา 5 ปีแล้ว ถ้าทรัพย์ไม่ได้จดทะเบียนการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิ์ (คือ สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น) ผู้รับจำนองสามารถขอต่อศาลให้ทรัพย์สินนั้นเป็นของตนได้
หลังจากการขายทอดตลาดแล้ว ลูกหนี้ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนที่เหลือ นอกจากจะทำสัญญาไว้ว่าจะต้องจ่ายให้ครบจำนวน

เรื่องนี้ถูกเขียนใน สังคม และติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s