Free My Apps

recommendation-free-my-apps-L-MElraOFreeMyApps สร้างโดยบริษัท Fiksu เป็น App ออกมาเพื่อช่วยโปรโมททั้ง App ฟรีและ App เสียเงิน เพื่อให้เกิดประโยชน์ทั้งฝ่าย Developer คือจะได้ ขาย App ราคาถูกกว่าปกติให้กับ Free My Apps และ User จะได้ใช้งาน App แบบฟรีๆ และสามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าให้กับบริษัทไปในตัวด้วยกัน งานนี้ถูกกฎหมาย และไม่ต้อง Jailbreak เครื่องแต่อย่างใด

โดยเราแค่ทำการดาวน์โหลด Sponsor Apps มาติดตั้งไว้บน iPad, iPhone, iPod ของเรา จากนั้นให้เราคลิกเล่นสัก 0.30-1.00 นาที เราก็จะได้ Credits เช่น 3000 Credits แลกกับ $10 iTunes Gift card จากนั้นเราก็เอา 10$ ไปซื้อ App แท้จาก Apps Store สติ๊กเกอร์ Line หรือจะเก็บเป็นจำนวนเงินไว้แลกเพชรใน Hay day ก็ได้

สรุปเป็นขั้นตอนง่ายๆมีดังนี้
1.เข้า freemyapp ทาง safari ตาม link ด้านล่าง
2.สมัคร
3.ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นรับแต้มสะสม
4.นำแต้มสะสมแลกเป็นบัตร itunes gift card
เท่านี้เราก็ทำไปเรื่อยๆสะสม Credits ไปเยอะๆ แล้วค่อยเอาไปแลกapp ซึ่งโดยปกติผมก็จะซื้อ iTunes Gift Card เป็นจำนวนเงินเอาไว้เติมใน App Store ครับ

freemyapps

วิธีการติดตั้ง
1.เข้าลิ้ง http://m.freemyapps.com/share/url/397430e8 ทาง Safari ด้วย Iphone, Ipod หรือ ipad เข้ามา จะเจอหน้านี้กดที่ Get started!

11

2. กด okay

12

3. กด Install

13

4. กดที่เครื่องหมาย share มุมด้านซ้าย ของSafari

14

5. กดที่รูป Free my apps เพื่อ add to home screen

15

7. กดปุ่ม add เป็นเสร็จสิ้นขั้นตอน

16

ขั้นตอนการใช้งาน
1. เข้า app Free my apps ได้สองทางจาก home screen

ewq01

2. กดที่หน้า Sponsor จะมี Apps ให้เรา เลือกโหลดครับ เลือก app ที่จะโหลด

bv0v2

3.กด Okay

n7xy3

4. แอปจะพาไปที่ App Store กด ติดตั้ง(Install)ครับ แล้วรอรอรอ จนแอปติดตั้งเสร็จ แล้วเปิดแอปที่โหลดมาค้างไว้ 30 วินาที แล้วกลับเข้าไปดู point ที่ freemyapps จะพบว่า Credit ของคุณจะเพิ่มขึ้น

1u7r4

5. ทำซ้ำข้อ 2-4 วนซ้ำไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง Credit ของคุณ พอที่จะแลกบัตร iTunes Gift Card ได้ โดยเครดิตในการแลก iTunes Gift Card ก็ตามรูปเลยครับ เริ่มต้น 3000 Credit แลกได้ 10$

2013-04-16-10.46.35_s

*หลังจากที่เพิ่งเริ่มเล่นมาไม่ถึงวัน ผมมี Credit 1500 กว่า แบบนี้ 3-7 วันน่าจะแลกบัตร iTunes Gift Card ได้แล้ว
**สำหรับ Free My Apps จะมี Sponsor Apps ทุกๆ 48 ชั่วโมง

6.เมื่อสะสมแต้มครบ แล้วอยากจะแลกแต้มเลย ก่อนจะกดแลก Gifts เราต้องเปลี่ยน apple id ให้เป็นของ US ก่อนนะ
ตามลิ้งนี้เลย http://www.iphone-droid.net/change-apple-id-to-us-via-iphone-ipod/

Tip 1: เพิ่มเครดิตให้ไว โดยการแนะนำให้เพื่อนมาสมัครต่อจากเรา ด้วยการแชร์ตามช่องทางด้านล่าง เมื่อเพื่อนสมัครจากลิงค์ที่เราส่งให้ และติดตั้งแอพ 1 แอพ เราก็จะได้เครดิตเพิ่มตามภาพ แอพที่ติดตั้งแล้ว เมื่อเครดิตขึ้นสามารถลบได้เลย โดยที่เครดิตไม่ลดตามแต่อย่างใด

6vwp5

Tip 2: เทคนิคทำให้มี APP ให้โหลดเยอะๆ ด้วย VPN หากเพื่อนๆต้องการให้มี app ให้โหลดเยอะๆ ต้องเปลี่ยน ip address ให้เป็น USA เสียก่อน วิธีการไม่ยากคับ

วิธีการตามลิงค์ http://freemyitunes.blogspot.com/2013/02/app-vpn.html

แลกมาแล้วครับ ได้จริงๆ 10$

2013-04-2622.14.12

แวะเอารูปหลังจากที่ไปแลกเพชร ใน Hay day มาฝากนะครับ

2013-05-0218.17.57

แวะเอาภาพการแลกครั้งที่สองมาฝากครับ 15$

skitch_s

โพสท์ใน คอมพิวเตอร์ | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , | ใส่ความเห็น

กฎหมาย (1)

กฎหมาย

1.กฎหมาย

1. 1 ความหมายของกฎหมาย

กฎหมาย หมายถึง ระเบียบ ข้อบังคับ บทบัญญัติซึ่งผู้มีอำนาจสูงสุดในรัฐหรือประเทศ ได้กำหนดมาเพื่อใช้ในการบริหารกิจการบ้านเมืองหรือบังคับความประพฤติของประชาชนในรัฐหรือประเทศนั้นให้ปฏิบัติตาม เพื่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม หากผู้ใดฝ่าฝืนจะได้รับผลอย่างใดอย่างหนึ่งตามกฎหมาย

1. 2 ลักษณะของกฎหมาย

กฎหมายมีลักษณะสำคัญ สรุปได้ดังนี้

1.กฎหมายเป็นข้อบังคับของรัฐ
2.กฎหมายเป็นข้อบังคับความประพฤติของพลเมือง
3.หากผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายต้องได้รับโทษหรือผลร้ายแรงอย่างอื่น
4.โทษหรือผลร้ายที่เกิดจากการฝ่าฝืนกฎหมาย พนักงานของรัฐจะเป็นผู้ดำเนินการบังคับ

1.3 ที่มาของกฎหมาย

แหล่งที่มาของกฎหมายมีอยู่มากมายหลายทาง และมีวิวัฒนาการหรือเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอด ทังนี้สามารถแบ่งแหล่งที่มาของกฎหมาย ดังนี้

  • จารีตประเพณี เป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ในการควบคุมความประพฤติของมนุษย์ซึ่งไม่ได้บัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นเรื่องของการยึดถือและปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน
  • การออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการปกครองระบอบราชาธิปไตย การออกกฎหมายจะเป็นพระบรมราชโองการของกษัตริย์ ต่อมาอำนาจในการออกกฎหมายเป็นของสถาบันที่เกี่ยวข้องกับการออกกฎหมายโดยเฉพาะ ที่สำคัญคือ สถาบันรัฐสภาหรือสภานิติบัญญัติ ปัจจุบันรัฐที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาเป็นแหล่งออกกฎหมายโดยตรง
  • คำสั่งและกฤษฏีกาที่ออกโดยฝ่ายบริหาร เป็นกฎหมายที่ฝ่ายบริหารเป็นผู้ออกมาบังคับใช้
  • คำพิพากษาของศาล คำพิพากษาของศาลคือแหล่งที่มาของกฎหมายนั้นๆ เช่น กรณีที่ผู้พิพากษาเคยตัดสินคดีในลักษณะเดียวกันนี้มาก่อน เมื่อมีคดีลักษณะเช่นเดียวกันเกิดขึ้นมาอีก ผู้พิพากษาจะยึดเอาคำตัดสินที่แล้วมาเป็นหลัก
  • ความคิดเห็นของนักวิชาการ นักวิชาการกฎหมายมีส่วนช่วยให้เกิดกฎหมายใหม่ๆ ขึ้นบังคับใช้ในสังคม หรือนำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายต่างๆ ทีไม่มีความยุติธรรมหรือไม่มีความเท่าเทียมกันในสังคม ให้มีความเหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงอายุของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจาก 20 ปี เป็น 18 ปี ฯลฯ

1.4 จุดประสงค์และความสำคัญของกฎหมาย

จุดประสงค์ของการบัญญัติกฎหมายขึ้นมาก็เพื่อ จัดระเบียบให้กับสังคม ทั้งยังช่วยรักษาความมั่นคงให้รัฐ ระงับข้อพิพาท ประสานผลประโยชน์ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม ช่วยพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้า โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการรักษาระเบียบของสังคม เมื่อสังคมมีระเบียบจะทำให้ง่ายต่อการพัฒนาให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

จากจุดประสงค์ของการบัญญัติกฎหมายขึ้นมาข้างต้น สามารถสรุปความสำคัญของกฎหมายได้ดังนี้

  • เป็นเครื่องมือในการควบคุมและกำหนดแนวทางพฤติกรรมของคนในสังคมให้เป็นระเบียบและเพื่อความสงบเรียบร้อย
  • เป็นเครื่องมือในการกำหนดและปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมแก่ประชาชนในรัฐ
  • เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ ภายในรัฐ
  • เป็นเครื่องมือในการรักษาความปลอดภัยและปกป้องอันตรายและภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นกับสังคมหรือรัฐ
  • เป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมให้เจริญรุ่งเรือง

2.ประเภทของกฎหมาย

กฎหมายแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ กฎหมายภายในประเทศ และ กฎหมายภายนอกประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ว่าเราจะใช้เกณฑ์การแบ่ง ดังนี้

2.1 แบ่งตามองค์กรที่จัดทำกฎหมาย

1. กฎหมายที่จัดทำโดยองค์กรพิเศษ [สภาร่างรัฐธรรมนูญ]

1.1 รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ ซึ่งได้กําหนดการจัดระบบการปกครองของประเทศ และรับรองสิทธิเสรีภาพบางประการของประชาชนหรือพลเมืองเอาไว้ กฎหมายอื่นจะขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ กฎหมายใดที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญถือว่าใช้ไม่ได้ หรือไม่มีผลบังคับใช้

2. กฎหมายที่จัดทำโดยองค์กรนิติบัญญัติ [รัฐสภา(ส.ส. + ส.ว.)]

1.1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ตราขึ้นในรูปแบบพระราชบัญญัติ ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้มีขึ้นอีกรูปแบบหนึ่งในระบบบทกฎหมายไทย เพื่อกำหนดรายละเอียดซึ่งเป็นกฎเกณฑ์สำคัญเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งรัฐ ธรรมนูญฯ บางมาตราที่บัญญัติหลักการไว้อย่างกว้าง ๆ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้มีความกระจ่างแจ้ง ชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยไม่ต้องบัญญัติไว้ในตัวบทแห่งรัฐธรรมนูญให้มีความยาวมากเกินไป และเพื่อที่จะได้สะดวกแก่การแก้ไขเพิ่มเติม โดยไม่ต้องดำเนินการตามวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยากกว่าการ แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

1.2 พระราชบัญญัติ [พ.ร.บ] คือ บทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่เป็นประจำตามปรกติ เพื่อวางระเบียบบังคับความประพฤติของบุคคลรวมทั้งองค์กรและเจ้าหน้าที่ของรัฐ จะแบ่งข้อความเป็นส่วนๆ เรียกว่า “มาตรา”

1.3 ประมวลกฎหมาย คือ กฎหมายซึ่ง รวมบทกฎหมายต่าง ๆ ในเรื่องเดียวกันเข้าไว้ด้วยกัน และได้จัดให้มีการบัญญัติอย่างเป็นระบบ มีการจัดสรรให้เป็นหมวดหมู่อย่างเรียบร้อย และมีข้อความท้าวถึงซึ่งกันและกัน ประมวลกฎหมายฉบับแรกของประเทศไทย ก็คือ กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127

3.กฎหมายที่จัดทำขึ้นโดยองค์กรฝ่ายบริหาร [รัฐบาล + คณะรัฐมนตรี]

1.1 พระราชกำหนดหรือรัฐกำหนด คือ กฎหมายที่ตราขึ้นโดยฝ่ายบริหารในสถานการณ์อันมีความจำเป็นรีบด่วนเพื่อ ประโยชน์แห่งรัฐแล้วแต่กำหนดไว้ในกฎหมายแม่ของแต่ละประเทศ พระราชกำหนดมีอำนาจบังคับเช่นพระราชบัญญัติอันตราขึ้นโดยฝ่ายนิติบัญญัติ
พระราชกำหนดไว้เรียกกฎหมายเช่นนั้นซึ่งประกาศใช้ในประเทศอันมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุข ส่วนรัฐกำหนดสำหรับประเทศอันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข

1.2 พระราชกฤษฎีกา คือ บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่พระมหากษัตริย์ทรงตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ หรือพระราชกำหนด เพื่อใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ ประมวลกฎหมาย และพระราชกำหนด

1.3 กฎกระทรวง คือ กฎหมายลายลักษณ์อักษรประเภทหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ หรือแห่งกฎหมายที่มีฐานะเสมอกัน เป็นต้นว่า ประมวลกฎหมาย พระราชกำหนด กฎกระทรวงนั้นเดิมเรียกว่า กฎเสนาบดี

4.กฎหมายที่จัดทำโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น [ก.ท.ม + เมืองพัทยา + เทศบาล + อ.บ.ต + อ.บ.จ]

1.1 ข้อบัญญัติและข้อบังคับ คือ กฎหมายที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นตราขึ้น เพื่อใช้บังคับในเขตขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น ๆ ได้แก่

  • ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร
  • ข้อบัญญัติเมืองพัทยา
  • เทศบัญญัติ
  • ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด
  • ข้อบังคับองค์การบริหารส่วนตำบล

[เสริม] ศักดิ์ของกฎหมาย
1. รัฐธรรมนูญ
2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
3. พระราชบัญญัติ
4. พระราชกำหนด
5. พระราชกฤษฎีกา
6. กฎกระทรวง
7. ข้อบัญญัติและข้อบังคับ

2.2 แบ่งตามลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี

1. กฎหมายเอกชน คือ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง พลเมือง-พลเมือง หรือพลเมือง-รัฐ โดยรัฐยอมอยู่ในฐานะเท่าเทียมกับพลเมือง เช่น กฎหมายแพ่ง

2. กฎหมายมหาชน คือ กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการโครงสร้าง การดำเนินงานด้านการปกครองของรัฐ การคุ้มครองผลประโยชน์ของรัฐหรือสาธารณชน และกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง พลเมือง-รัฐ โดยรัฐอยู่ในฐานะเหนือกว่าพลเมือง หรือ เป็นผู้ปกครองพลเมือง เช่น กฎหมายอาญา รัฐธรรมนูญ

3. กฎหมายระหว่างประเทศ คือ กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง รัฐ-รัฐ ในฐานะที่เท่าเทียมกัน เกิดจากการตกลงระหว่างรัฐ หรือ ยอมรับมาปฏิบัติร่วมกัน เช่น การติดต่อทางการทูต

2.3 แบ่งตามบทบาทของกฎหมาย

            1. กฎหมายสารบัญญัติ คือ กฎหมายที่กำหนดในเรื่อง สิทธิ หน้าที่ และ ความรับผิดชอบต่างๆ ให้แก่บุคคล

2. กฎหมายวิธีสบัญญัติ คือ กฎหมายที่ใช้ประกอบกับกฎหมายสารบัญญัติ โดยจะกำหนดเกี่ยวกับโทษที่จะได้รับเมื่อทำความผิด

3.กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับตัวเองและครอบครัว

            3.1 กฎหมายเกี่ยวกับตนเอง

1. กฎหมายเรื่องบุคคล

1.1 การกำหนดตัวบุคคล

(1) ชื่อบุคคล คือ ชื่อประจำตัว นามสกุล ชื่อเล่น
(2) ภูมิลำเนา คือ สถานที่ที่อยู่ประจำของบุคคล หรือ บ้านพักชั่วคราว หรือ สถานที่ที่ทำให้สามารถติดต่อกับบุคคลได้
(3) สถานะ คือ ความเป็นอยู่ของบุคคลทุกคน ได้แก่
1. สถานะทางการเมือง คือ การมีสัญชาติไทย และ การมีสิทธิเลือกตั้ง สิทธิตั้งพรรคการเมือง สิทธิรับราชการ สิทธิที่จะไม่ถูกเนรเทศ และ หน้าที่การรับราชการทหาร การได้สัญชาติไทยได้มาจาก บิดา หรือ มารดา มีสัญชาติไทย และ ถิ่นกำเนิดในประเทศไทย
2. สถานะทางส่วนตัวและครอบครัว คือ การสมรส การเป็นบิดา มารดา บุตร
(4) ความสามารถ คือ สภาพของบุคคลในการใช้สิทธิ
1. ผู้เยาว์ คือ ผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และบรรลุนิติภาวะเมื่ออายุครบ 20 ปี หรือสมรสเมื่ออายุ 17 ปี หากต่ำกว่านี้ต้องได้รับอนุญาตจากศาล
2. คนไร้ความสามารถ คือ บุคคลวิกลจริต โดยศาลสั่งให้ผู้อนุบาลเป็นผู้ดูแล เพื่อทำนิติกรรมต่างๆ แทน

(5) การสิ้นสุดสภาพบุคคล
1. ตาย
2. หายตัวไปจากถิ่นที่อยู่ 5 ปีขึ้นไป
3. หายตัวในการทำสงคราม หรือ เรืออับปราง 2 ปี ขึ้นไป

1.2 หลักฐานแสดงตัวบุคคล คือ บัตรประจำตัวประชาชน ทำได้ตั้งแต่ 15 ปี (ปัจจุบัน 7 ปี)ถึง 70 ปี

2. กฎหมายเรื่องทรัพย์สิน

2.1 ความหมายของทรัพย์สิน ทรัพย์สิน คือ วัตถุที่มีรูปร่าง มองเห็นได้ สัมผัสได้ และบุคคลสามารถถือเอาเป็นประโยชน์ได้
2.2 ประเภทของทรัพย์สิน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
1. อสังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้
2. สังหาริมทรัพย์ คือ ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้
2.3 สิทธิในทรัพย์สิน จะมีสิทธิเมื่อ
1. ได้ทรัพย์สินมาตามบัญญัติของกฎหมาย
2. ได้มาโดยผลของนิติกรรมและสัญญา

3. กฎหมายเรื่องละเมิด การละเมิดเป็นชื่อเฉพาะในกฎหมาย โดยวางหลักว่า ผู้ใดทำความผิดต่อผู้อื่นให้ได้รับความเสียหายไม่ว่า แก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้ที่ถูกละเมิด และ ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหาย หรือ ฟ้องร้องให้ผู้กระทำได้รับโทษทางอาญาได้ด้วย [เมื่อเจตนา]

3.2 กฎหมายเกี่ยวกับครอบครัวและมรดก

                                1. กฎหมายครอบครัว

1.1 การหมั้น เป็นการทำสัญญาว่าจะมีการสมรสกัน ทำได้เมื่อชายและหญิง อายุ 17 ปี หากต่ำกว่านี้ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา
ในการหมั้นฝ่ายชายต้องมอบของหมั้นให้ฝ่ายหญิง เพื่อเป็นหลักฐานว่าจะสมรสกัน หากฝ่ายหญิงทำผิดจะต้องคือของหมั้นให้ฝ่ายชายด้วย

การผิดสัญญาหมั้น ฝ่ายที่เสียหายสามารถเรียกค่าทดแทนได้ แต่ศาลจะบังคับให้สมรสกันไม่ได้ เพราะ ต้องเกิดจากความสมัครใจเท่านั้น
1.2 การสมรส เป็นการตกลงเป็นสามีภริยากันระหว่างฝ่ายชายกับหญิง โดยมีเงื่อนไข ดังนี้
1. ชายและหญิงต้องมีอายุครบ 17 ปี หากต่ำกว่านั้นต้องให้ศาลอนุญาต และมีเหตุผลที่สมควร
2. ชายหรือหญิงที่วิกลจริตหรือศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถจะสมรสไม่ได้
3. ญาติสืบสายโลหิตกันจะสมรสกันไม่ได้
4. ผู้รับบุตรบุญธรรมและบุตรบุญธรรมจะสมรสกันไม่ได้
5. ชายหรือหญิงจะสมรสในขณะที่มีคู่สมรสไม่ได้
6. หญิงที่เคยสมรสแล้วแต่สามีตาย หรือ หย่า จะสมรสใหม่ได้เมื่อผ่านไป 310 วัน เว้นแต่จะสมรสกับคู่สมรสเดิม คลอดบุตรในขณะนั้น มีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือ มีคำสั่งของศาลอนุญาต
7. ถ้าฝ่ายชายหรือหญิงอายุไม่ครบ 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา
8. ต้องจดทะเบียนสมรส โดยมีนายอำเภอ หรือปลัดอำเภอ เป็นนายทะเบียน
9. ต้องแสดงความเป็นสามีภริยากัน โดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและนายทะเบียนต้องบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย
เมื่อสมรสกันถูกต้องตามกฎหมายแล้วจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ ดังนี้
(1) ความสัมพันธ์ทางครอบครัว คือ สามีภริยาต้องอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ต้องช่วยเหลือกันตามความสามารถและฐานะของตน และ หากมีฝ่ายใดเป็นผู้ไร้ความสามารถ อีกฝ่ายสามารถเป็นผู้อนุบาล หรือ ผู้พิทักษ์ ได้
(2) ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน
1.สินส่วนตัว
2.สินสมรส

1.3 การสิ้นสุดการสมรส มีเหตุ 3 ประการ คือ
1. ศาลพิพากษาว่าเป็นโมฆะ[ไม่มีผล] หรือ โมฆียะ[มีผลจนกว่าจะถูกบอกล้าง] หรือ เพิกถอนการสมรส เพราะ สมรสผิดเงื่อนไข
2. ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต
3. การอย่าที่เกิดจากการยินยอมของทั้ง 2 ฝ่าย
1.4 ความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดากับบุตร
1. การเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและการรับรองบุตร
– บุตรที่เกิดหลังการอย่าก่อน 310 วัน ฝ่ายชายต้องรับผิดชอบด้วย
– หากไม่ได้สมรสกันบุตรจะเป็นของฝ่ายหญิง หากฝ่ายหญิงสมรสกับฝ่ายชาย จะเป็นบุตรของฝ่ายชายและหญิงนับตั้งแต่วันที่สมรสกัน โดยได้รับความยินยอมจากเด็กและมารดา
2. การรับบุตรบุญธรรม
– ผู้รับบุตรบุญธรรมอายุ 25 ปี และอายุห่างจากบุตรบุญธรรม 15 ปี
– ได้รับความยินยอมจากบิดามารดา และ คู่สมรส
1.5 สิทธิและหน้าที่ของบิดามารดา คือ การอุปการะเลี้ยงดูบุตร และให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในขณะที่เป็นผู้เยาว์ หรือ เป็นผู้ไร้ความสามารถ
1.6 สิทธิหน้าที่ของบุตร คือ มีสิทธิใช้สกุลของบิดา และ ต้องดูแลบิดามารดาเป็นการตอบแทนบุญคุณ

2. กฎหมายเรื่องมรดก

1. ทายาทโดยธรรม แบ่งเป็น 6 ลำดับ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
2. ทายาทตามพินัยกรรม คือ ผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งเป็นหนังสือแสดงความประสงค์สั่งการเผื่อผู้ตายของผู้ตายระบุไว้ โดยทายาทพวกนี้อาจเป็นญาติของผู้ตายหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ผู้ตายจะตั้งใจมอบมรดกให้

4.กฎหมายแพ่งเกี่ยวกับนิติกรรมและสัญญา

นิติกรรม คือ การแสดงเจตนาของบุคคลโดยชอบด้วยกฎหมาย มุ่งตรงต่อการผูกความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างบุคคล เพื่อที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือ ระงับซึ่งสิทธิ โดยต้องแสดงเจตนาออกมาภายนอก เช่น การพูด การเขียน เป็นต้น และต้องทำด้วยความสมัครใจ
สัญญา คือ นิติกรรมชนิดหนึ่ง ที่มีบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปมาตกลงร่วมกัน โดยแสดงเจตนาเสนอและสนองต่อกัน
บุคคลที่หย่อนความสามารถในการทำสัญญา ได้แก่
1. ผู้เยาว์ หากจะทำต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม [บิดา-มารดา]
2. คนไร้ความสามรถ ผู้อนุบาลจะเป็นผู้ทำให้
3. คนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์
4. บุคคลล้มละลาย ไม่สามารถทำนิติกรรมใดๆได้

หากทำจากบุคคลเหล่านี้ ถือว่า โมฆียะ
หากทำโดยขัดต่อกฎหมาย ถือว่า โมฆะ
นิติกรรมสัญญาแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

  1. นิติกรรมฝ่ายเดียว
  2. นิติกรรมสองฝ่าย หรือ นิติกรรมหลายฝ่าย

4.1 สัญญาซื้อขาย

                สัญญาซื้อขาย คือ สัญญาที่ผู้ขายโอนกรรมสิทธิ์ให้ผู้ซื้อ โดยผู้ซื้อตกลงจะให้ราคาทรัพย์สินนั้น มีอยู่ 2 ชนิด คือ
1. สัญญาซื้อขายสำเร็จบริบูรณ์ หรือ สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด คือ สัญญาที่โอนกรรมสิทธิ์นั้นให้ผู้ซื้อทันที
2. สัญญาจะซื้อขาย คือ สัญญาที่จะโอนกรรมสิทธิ์จากผู้ขายให้ผู้ซื้อในภายหน้าจนกว่าจะซื้อขายสำเร็จ

อสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ และ สังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ 20,000 บาทขึ้นไป ต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร หรือมัดจำ จึงจะสามารถฟ้องร้องได้

4.2 สัญญาขายฝาก

                สัญญาขายฝาก คือ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์เป็นของผู้ซื้อ โดยผู้ขายสามารถไถ่คือได้ โดยอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 10 ปี สังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 3 ปี

สัญญาขายฝากอสังหาริมทรัพย์ และ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ ต้องจดทะเบียนกับเจ้าหน้าที่ ณ สถานที่ที่กำหนดไว้ ไม่งั้นถือว่าเป็น โมฆะ

สัญญาขายฝากสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ต้องมีการวางมัดจำ จึงจะฟ้องร้องได้ และ ผู้ซื้อฝากสามารถคิดดอกเบี้ยได้ไม่เกินร้อยละ 15/ปี

หากผู้ซื้อฝากไม่ให้ไถ่ ผู้ขายฝากสามารถนำเงินไถ่ไปวางต่อสำนักวางทรัพย์ ซึ่งถือว่า เป็นการโอนกรรมสิทธิ์คือแก่ผู้ขายฝาก

ระหว่างการขายฝาก หากสิ่งของเกิดดอกผล จะเป็นของผู้ซื้อฝาก

ขณะที่มีการไถ่ หากทรัพย์สินเสียหาย ผู้ซื้อฝากต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย

4.3 สัญญาเช่าทรัพย์

                สัญญาเช่าทรัพย์ คือ สัญญาที่ ”ผู้ให้เช่า” ตกลงให้ “ผู้เช่า” ได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างใดอย่างหนึ่ง ในระยะเวลาหนึ่ง โดยผู้เช่าต้องให้ค่าเข่าแก้ผู้ให้เช่า
สัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่นานกว่า 3 ปีจะต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และสามารถเช่าได้ไม่เกิน 30 ปี ในขณะเช่า ถ้าผู้เช่าทำทรัพย์สินเสียหายจะต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วย

4.4 สัญญาเช่าซื้อ

สัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาซึ่งเจ้าของนำเอาทรัพย์สินออกไปให้เช่าและให้คำมั่นว่าจะขายทรัพย์สินนั้น โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้เช่าต้องเงินเป็นจำนวนครั้งตามที่ตกลงกันไว้ ต้องลงเป็นลายลักษณ์อักษรและต้องจดทะเบียนกับพนักงานด้วย
หากผู้เช่าไม่จ่ายค่างวด ผู้ให้เช่าสามารถริบเงินทั้งหมดได้เมื่อผ่านไป 2 งวด

4.5 สัญญากู้ยืม

สัญญากู้ยืม คือ สัญญาที่ผู้กู้ยืมเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ให้กู้ เพื่อนำไปใช้ตามต้องการ และตกลงว่าจะคืนเงินให้ตามเวลาที่ตกลงกันไว้ โดยผู้กู้จะให้ดอกเบี้ยเป็นค่าตอบแทน
การกู้เงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ต้องมีหลักฐานประกอบด้วย และผู้ให้กู้สามารถได้ดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 7.5 – 15 / ปี ยกเว้นการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินสามารถคิดดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15/ ปี ได้
การฟ้องร้องสามารถฟ้องร้องได้ภายใน 10 ปี นับตั้งแต่วันกำหนดชำระคืนเงินครั้งสุดท้าย

4.6 สัญญาจำนำ

                สัญญาจำนำ คือ สัญญาที่ผู้จำนำมอบการครอบครองสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้รับจำนำเพื่อประกันการชำระหนี้
หากลูกหนี้ผิดชำระ ผู้รับจำนำสามารถบังคับจำนำ [ประมูล] ได้ แต่ต้องแจ้งแก่ลูกหนี้ด้วย ถ้าหากลูกหนี้ค้างชำระเกิน 1 เดือน ผู้รับจำนำสามารถบังคับจำนำได้โดยไม่ต้องบอกแก่ลูกหนี้
เมื่อประมูลแล้ว ได้เงินมาเท่าไหร่ผู้รับจำนำต้องนำเงินมาคืนแก่ลูกหนี้จนครบ

4.7 สัญญาจำนอง

                สัญญาจำนอง คือ สัญญาที่ผู้จำนองเอาอสังหาริมทรัพย์ สังหาริมทรัพย์ชนิดพิเศษ และ สังหาริมทรัพย์ที่กฎหมายอนุญาตไปตรา[จดทะเบียน] ไว้กับผู้รับจำนอง โดยไม่ต้องมอบทรัพย์สินนั้นให้ เพื่อเป็นหลักประกันในการชำระหนี้ สามารถทำให้ผู้อื่นได้ หรือที่เรียกว่า การค้ำประกัน
หากลูกหนี้ขาดส่งมา 5 ปีแล้ว ถ้าทรัพย์ไม่ได้จดทะเบียนการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิ์ (คือ สิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่น) ผู้รับจำนองสามารถขอต่อศาลให้ทรัพย์สินนั้นเป็นของตนได้
หลังจากการขายทอดตลาดแล้ว ลูกหนี้ไม่ต้องจ่ายเงินส่วนที่เหลือ นอกจากจะทำสัญญาไว้ว่าจะต้องจ่ายให้ครบจำนวน

โพสท์ใน สังคม | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง อินเทอร์เน็ต

หน่วนการเรียนรู้ที่ 4
เรื่อง
อินเทอร์เน็ต

ความหมายของอินเทอร์เน็ต

           อินเทอร์เน็ต หมายถึง เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้นิยมใช้ โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมากที่สุด

คำศัพท์ที่ควรรู้ !!

1. ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต(ISP:Internet Service Provider)

          ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต คือ บริษัทที่ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ โดยผู้บริการจะเชื่อมโยงลูกค้าเข้ากับเทคโนโลยีรับส่งข้อมูลที่เหมาะสมผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่า “โพรโทคอลอินเทอร์เน็ต(IP:Internet Protocol)” ตัวอย่างเช่น True , TOT , 3BB เป็นต้น

2. เว็บเบราว์เซอร์(Web browser)

          เว็บเบราว์เซอร์ คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลและโต้ตอบข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บในหน้าเว็บที่สร้างด้วยภาษาเฉพาะ เช่น HTML  ที่จัดเก็บไว้ที่ระบบบริการเว็บหรือเว็บเซิร์ฟเวอร์หรือระบบคลังข้อมูลอื่นๆ โดยโปรแกรมค้นดูเว็บเปรียบเสมือนเครื่องมือในการติดต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ๋ที่เรียกว่า เวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web : WWW) ตัวอย่างเช่น IE , FireFox , Safari , Opera , Chrome เป็นต้น

 

3. โครงสร้างแบบ ทีซีพี/ไอพี (TCP/IP : Transmitsion Control Protocol/Internet Protocol)

          เป็นมาตรฐานที่ทำให้คอมพิวเตอร์ภายในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สามารถเชื่อมต่อเข้าหากัน และติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ เป็นมาตรฐานที่ว่าด้วยการกำหนดวิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ โดยใช้แนวคิดการแบ่งลำดับชั้นโปรโทคอล

4.ระบบการตั้งชื่อโดเมน (DNS : Domain Name System)

          เป็นระบบที่ใช้เก็บข้อมูลของชื่อโดเมน ซึ่งใช้ในเครือข่ายขนาดใหญ่อย่างอินเทอร์เน็ต โดยข้อมูลที่เก็บมีหลายอย่าง แต่สิ่งสำคัญ คือ ความสัมพันธ์ระหว่างชื่อโดเมนนั้นๆกับหมายเลขไอพีที่ใช้งานอยู่
ประโยชน์สำคัญของ DNS คือ ช่วยแปลงหมายเลขไอพีซึ่งเป็นชุดตัวเลขที่จำได้ยาก มาเป็นชื่อที่สามารถจดจำได้ง่าย

ชื่อโดเมนระดับบนสุด

.com คือ เครือข่ายองค์กรเองชน
.gov คือ เครือข่ายของหน่วยงานภาครัฐบาล
.edu คือ เครือข่ายของหน่วยงานการศึกษาหรือมหาวิทยาลับ
.mil คือ เครือข่ายของหน่วยงานทหาร
.net คือ Netwoek Operater หรือ บริษัท Poavider ต่างๆ
.org คือ เครือข่ายองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร

ชื่อโดเมนของแต่ละประเทศ

.th  = ไทย
.am = อเมริกา
.cn  = จีน
.es  = สเปน
.se  = สวีเดน
.sg  = สิงคโปร์

5. ICANN (Internet Cooperation for assigned names and number)

          ICANN คือ องค์กรบริหาร ทรัพยากรโดเมนโลก   ที่ดำเนินงานโดยไม่หวังผลกำไร  มีโครงสร้างการดำเนินงานที่อาศัยความร่วมมือจากนานาชาติ ในการบริหารจัดการโดเมน
ในแง่ของการเป็นหุ้นส่วนกับสาธารณะชนต่างๆ ICANN ทุ่มเทการทำงานเพื่อที่จะรักษาเสถียรภาพการดำเนินงานของระบบอินเตอร์เน็ต และส่งเสริมการแข่งขันเสรี และเพื่อที่จะดำรงอยู่เป็นตัวแทนของชุมชนอินเตอร์เน็ตโลกที่ทำหน้าที่พัฒนา นโยบาย เพื่อการดำเนินงานภารกิจต่างๆเหล่านี้ด้วยกระบวนการจากล่างสู่บน (bottome up) บนพื้นฐานของมติที่เป็นเอกฉันท์ (concensus-based) และล่าสุด icaan ได้มีการจดโดเมนป็นภาษาท้องถิ่นแล้ว หลังจากที่ทดลองมานาน

โพสท์ใน คอมพิวเตอร์, ภาษาอังกฤษ | ติดป้ายกำกับ , , , , , , , , , , , , , , | ใส่ความเห็น

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง การสื่อสารข้อมูล

แผนผังการสื่อสารข้อมูล
จัดทำโดย
นายศรันย์พงศ์ ขุนศรี เลขที่ 3 ม.4/1
เสนอ
คุณครู  ณัฐพล      บัวอุไร

 

โพสท์ใน คอมพิวเตอร์ | ติดป้ายกำกับ , , | 4 ความเห็น

การสื่อสารข้อมูล

สรุปการเรียนการสอน วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2554

วิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ

ผู้สอน : อาจารย์ณัฐพล บัวอุไร

การสื่อสารข้อมูล

เมื่อ กล่าวถึงการติดต่อสื่อสาร ในอดีตอาจหมายถึงการพูดคุยกันของมนุษย์ซึ่งอาจเป็นการแสดงออกด้วยท่าทาง การใช้ภาษาพูดหรือผ่านทางตัวอักษร โดยเป็นการสื่อสารในระยะใกล้ๆ ต่อมา เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าได้มีการพัฒนาการสื่อสารเข้ากับการใช้งานอุปกรณ์อิ เล็คทรอนิกส์ ทำให้สามารถสื่อสารได้ในระยะไกลขึ้นและสะดวกรวดเร็วมากขึ้น เช่น การใช้โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร อีกทั้งตัวอุปกรณ์ที่ใช้ในการสื่อสารเองก็ได้รับการพัฒนาความสามารถขึ้นมา เป็นลำดับ และเข้ามามีบทบาทในทุกวงการ ดังนั้น ในยุคสารสนเทศนี้ การสื่อสารข้อมูลจึงหมายถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารซึ่งอาจอยู่ในรูปของ ตัวอักษร ตัวเลข รูปภาพ เสียงหรือวิดีทัศน์ ระหว่างอุปกรณ์สื่อสาร โดยผ่านทางสื่อกลางในการสื่อสารซึ่งอาจเป็นสื่อกลางประเภทที่มีสายหรือไร้ สายก็ได้

องค์ประกอบหลักของระบบสื่อสารข้อมูลมีอยู่ 5 อย่าง ได้แก่

1 .ผู้ส่งข้อมูล(Sender) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังจุดหมายที่ต้องการ ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์
2. ผู้รับข้อมูล(Receiver) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่รับข้อมูลที่ส่งมาจากผู้ส่ง ซึ่งอาจจะเป็นมนุษย์ สัตว์ หรือ เครื่องคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับผู้ส่งข้อมูล
3. ข้อมูล(Message) คือ สิ่งที่ผู้ส่งต้องการส่งไปยังผู้รับ ซึ่งข้อมูลอาจจะเป็นข้อความ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว
4. สื่อกลางหรือตัวกลาง(Medium) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการนำข้อมูลจากผู้ส่งไปยังผู้รับ เช่น คน อากาศ และสายเคเบิล
5. โพรโทคอล(Protocol) คือ กฎเกณฑ์ ข้อตกลง หรือวิธีการในการสื่อสารข้อมูล ซึ่งผู้ส่งและผู้รับจะต้องตกลงวิธีการสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน เพื่อที่จะส่งและรับข้อมูลได้ถูกต้อง


รูปแสดงองค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล

ทิศทางการสื่อสาร

การสื่อสารทิศทางทางเดียว (Simplex Transmission)
การสื่อสารทิศทางทางเดียว ข้อมูลส่งได้ทางเดียวเท่านั้น บางครั้งก็เรียกว่าการส่งทิศทางเดียว (unidirectional data bus) เช่น การส่งข้อมูลไปยังเครื่องพิมพ์ การกระจายเสียงของสถานีวิทยุ เป็นต้น


การสื่อสารสองทิศทางทางสลับกัน (Half-Duplex Transmission)
การสื่อสารสองทิศทางทางสลับกัน ข้อมูลสามารถส่งได้ทั้งสองสถานี แต่จะต้องผลัดกันส่งและผลัดกันรับ จะส่งและรับพร้อมกันไม่ได้ เช่น วิทยุสื่อสารของตำรวจ เป็นต้น


การสื่อสารสองทิศทางทางพร้อมกัน (Full-Duplex Transmission)
การสื่อสารสองทิศทางทางพร้อมกัน ทั้งสองสถานีสามารถรับส่งได้ในเวลาเดียวกัน เช่น การสนทนาทางโทรศัพท์ เป็นต้น

ชนิดของสัญญาณ

1. สัญญาณอนาล๊อก (Analog signal) คือ เป็นสัญญาณแบบต่อเนื่อง ที่มีลักษณะเป็นคลื่นไซน์(Sine Wave) โดยหน่วยวัดสัญญาณแบบนี้คือ เฮิรตซ์(Hertz)


2. สัญญาณดิจิตอล (Digital signal) คือ สัญญาณที่ไม่ต่อเนื่อง โดยรูปแบบของสัญญาณมีความเปลี่ยนแปลง ที่ไม่ปะติดปะต่อกัน อัตราการส่งข้อมูลมีหน่วยเป็น bps หรือ Bit Per Second

การถ่ายโอนข้อมูล

รูปแบบการถ่ายโอนข้อมูล

การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม

ในการ โอนถ่ายข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดส่งและจุดรับ การส่งข้อมูลแบบนี้จะช้ากว่าแบบขนาน การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการตัวกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียว หรือสายเพียงคู่เดียว ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกล ๆ โดยเฉพาะเมื่อเรามีระบบการสื่อสารทางโทรศัพท์ไว้ใช้งานอยู่แล้ว ย่อมเป็นการประหยัดกว่าที่จะทำการติดต่อสื่อสารทีละ 8 ช่อง เพื่อการถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน
การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมจะเริ่มโดยข้อมูลจากจุดส่งจะถูกเปลี่ยนให้เป็นสัญญาณอนุกรมเสียก่อน แล้วค่อยทยอยส่งออกทีละบิตไปยังจุดรับ และที่จุดรับจะต้องมีกลไกในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่รับมาทีละบิต ให้เป็นสัญญาณแบบขนานซึ่งลงตัวพอดี เช่น บิตที่ 1 ลงที่บัสข้อมูลเส้นที่ 1

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน

การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละหลายๆ บิตพร้อมกัน จากอุปกรณ์ส่งไปยังอุปกรณ์รับ ตัวกลางระหว่างสองเครื่องจึงต้องมีช่องทางให้ข้อมูลเดินทางหลายๆช่องทาง โดยมากจะเป็นสายนำสัญญาณหลายๆ เส้นโดยจำนวนสายส่งจะต้องเท่ากับจำนวนบิตที่ต้องการส่งแต่ละครั้ง ปกติความยาวของสายไม่ควรยาวมากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาสัญญาณสูญหายไปกับความต้านทานของสาย การส่งโดยวิธนี้จึงนิยมใช้กับการส่งข้อมูลในระยะทางใกล้ๆ
นอกจากการส่งข้อมูลหลักแล้วอาจมีการส่งข้อมูลอื่น ๆ อีก เช่น บิตพาริตีที่ใช้ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทางหรือสายที่ควบคุมการโต้ตอบ (hand-shake)

ตัวกลาง

ตัวกลางประเภทมีสาย

1.สายคู่บิดเกลียว

สายคู่บิดเกลียว(twisted pair) สายคู่บิดเกลียว คล้ายสายไฟทั่วไป มีสายทองแดงพันเป็นเกลียวและจะมีพลาสติกหุ้มอยู่เพื่อป้องกันการสูญเสีย ไฟฟ้า การพีนสายเป็นเกลียวเพื่อลดการรบกวนจากสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้า

สายคู่บิดเกลียวชนิดหุ้มฉนวน (Shielded Twisted Pair : STP)

สายคู่บิดเกลียวชนิดไม่หุ้มฉนวน (Unshielded Twisted Pair : UTP)

2.สายตัวนำร่วมแกนหรือสายโคแอกเชียล

สายตัวนำร่วมแกนหรือสายโคแอกเชียล คล้ายสายเคเบิลทีวีที่เชื่อมต่อระหว่างเครื่องรับโทรทัศน์กับเสาอากาศ ภายในมีตัวนำไฟฟ้าเป็นแกนกลางและห่อหุ้มด้วยฉนวนเป็นชั้นๆ โดยตัวนอกสุดจะเคลือบด้วยพลาสติก ตัวนำโลหะทำหน้าที่ส่งสัญญาณ ส่วนฉนวนทำหน้าที่ป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก

3.เส้นใยนำแสง

สายใยแก้วนำแสง เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาคุณสมบัติของใยแก้วที่เรียบ มีน้ำหนักเบา นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติที่ป้องกันสนามแม่เหล็กไม่ให้รบกวนสัญญาณภายในสายใยแก้วนำแสง ได้ด้วย


ตัวกลางประเภทไร้สาย

4.แสงอินฟราเรด

แสงอินฟราเรด เป็นสัญญาณข้อมูลที่มีความถี่สั้น นิยมสื่อสารระยะทางใกล้ๆ เช่นรีโมตคอนโทรกับทีวี


5.สัญญาณวิทยุ

สัญญาณวิทยุ ส่งสัญญาณได้ในระดับความถี่ต่างกันตารมชนิด โดยสามารถส่งสัญญาณได้ในระยะทางไกลๆหรือที่ไม่สามารถใช้สายส่งได้ส่งสัญญาณได้ในระดับความถี่ต่างกันตารมชนิด โดยสามารถส่งสัญญาณได้ในระยะทางไกลๆหรือที่ไม่สามารถใช้สายส่งได้


6.ไมโครเวฟ

เป็นการสื่อสารไร้สายที่เป็นคลื่นวิทยุที่มีความถี่ในระดับกิกะเฮิรต์ โดยจะส่งสัญญาณเป็นคลื่นไมโครเวฟจากเสาไมโครเวฟต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่งที่ อยู่ไกลออกไป


7.ดาวเทียม

เป็นการสื่อสารจากโลกไปสู่ดาวเทียมโดยบนพื้นโลกจะมีสถานีส่งสัญญาณ ทำการส่งสัญญาณไปยังดาวเทียมที่โคจรอยู่นอกโลกเรียกว่า อัปลิงก์ จากดาวเทียมส่งกลับมายังโลกเรียกว่า ดาวน์ลิงก์

โพสท์ใน คอมพิวเตอร์ | ติดป้ายกำกับ , , | ใส่ความเห็น

ระบบย่อยอาหาร

จากคลิปวิดีโอด้านบนจะเป็นเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารนะครับ โดยย่อยตามลำดับดังนี้

ปาก > หลอดอาหาร > กระเพาะอาหร > ลำไส้เล็ก > ลำไส้ใหญ่ > ทวารหนัก

ส่วนหน้าที่ของส่วนต่างๆในระบบย่อยอาหารสามารถฟังได้ในคลิปวิดีโอนะครับ  ^^

โพสท์ใน ชีววิทยา | ติดป้ายกำกับ | 1 ความเห็น